ข่าวดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก 17

ดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก 17 ในปีนี้มีความน่าสนใจในเรื่องของ ดาวซัลโว เพราะว่าเป็นลีกใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ

เป็นอย่างมากถ้าจะให้พูดถึงกองหน้าโดยแต่ละทีมของทีมยักษ์ใหญ่ก็เสริมทัพกันเต็มอัตราศึกไม่ว่าจะเป็นเชลซี

อาร์เซนอล , ลิเวอร์พูล , Manchester united  เป็น 4 ทีมที่เสริมกองหน้าเข้ามาในฤดูกาลนี้

โดยมีเพียง 2 ทีมที่ไม่มีการเสริมนักเตะด่านหน้าเข้ามาเลยอย่าง Manchester city กับท็อตแน่มฮ็อทสเปอร์

ซึ่งจะไล่เรียงกันไปที่ทีมแรกอย่างแชมป์ปีล่าสุดเชลซี หลังจากที่ไม่กี่วันมานี้พวกเขาได้ประกาศแล้ว

ว่าทีมจะไม่มีกองหน้าทีมชาติสเปนอย่าง ดิอาโก้ คอสต้า แต่ต้องจุดนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะพวกเขาได้เสริมทัพ

ดึงนักเตะทีมชาติเดียวกันอย่าง อะเวโร โมราต้า จากเรอัล มาดริด มาแทนที่แล้วแถมยังทำผลงานได้เป็นอย่างดี

ล่าสุดเป็นดาวซัลโวร่วมยิงไปแล้ว 6 ประตูให้กับทีมโดยจุดเด่นทั้ง 6 ประตูนี้ส่วนใหญ่มาจากการทำประตูด้วยหัวของเขา

ซึ่งเป็นความสามารถของเขาตั้งแต่ที่อยู่กับยูเวนตุสก่อนที่จะย้ายกลับมาที่ Real madrid

คนต่อมาคือ Romelu Lukaku กองหน้าชาวเบลเยียมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ผลงานในปีที่แล้วเป็นที่น่าสนใจ

ด้วยการเป็นรองดาวซัลโวต่อจากแฮร์รี่ เคน ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่อย่างปีศาจแดง เบี่ยงเบนความสนใจจากอัลบาโร่ โมราต้า

มาที่ โรเมลู ลูกากู ของสโมสรเอฟเวอร์ตัน โดยค่าตัวอยู่ที่ 50 ล้านปอนด์ แต่ผลงานถือว่าคุ้มค่า

เพราะในตอนนี้ฟอร์มในพรีเมียร์ลีกเขาสามารถทำประตูได้มากถึง 6 ประตูเป็นอันดับร่วม

และมีโอกาสในการทำประตูได้เกือบทุกนัด ช่วยทำให้เกมในแดนหน้าของแมนยูไนเต็ดมีความน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม

ดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก 17

ดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก 17

กุนอเกวโร่ยังเป็นกองหน้าที่มีความอันตรายและมีส่วนช่วยให้แมนเชสเตอร์ซิตี้ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 ของพรีเมียร์ลีก

ในตอนนี้เขายิงไปแล้วถึง 6 ประตูการมีส่วนร่วมช่วยให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้งหลายคราว

โดยจุดเด่นของเขาคือการจบสกอร์ที่แม่นยำและมั่นใจ มีความเร็วเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีมได้เป็นอย่างดี

จนทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่สโมสรขาดไม่ได้ ล่าสุดราฮีมสเตอร์ลิงเพื่อนร่วมทีมของเขาก็ขยับขึ้นมาด้วยการยิงประตูไปถึง 5 ประตู

ด้วยกันโดยเกมล่าสุดเค้ายิง 2 ประตูใส่คริสตัลพาเลซ ถ้าทั้งสองคนนี้ฟอร์มยังร้อนแรงต่อเนื่องเชื่อได้หรือว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้อาจจะหนีไม่พ้นเรือใบสีฟ้าอย่างแน่นอน

คนต่อมาที่เป็นตัวความหวังของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ก็คือเจมี่ วาร์ดี้ เขายิ่งคนเดียวไปแล้ว 5 ประตูจากทั้งสโมสรที่ยิงไปได้เพียงแค่ 9 ประตู

เขามีส่วนร่วมเกิน 50% ของการยิงประตูให้กับทีมแต่ผลงานในตอนนี้สโมสรอยู่อันดับที่ 17 ท้ายตารางมีเพียงแค่ 4 คะแนน

เท่านั้นด้วยใจที่รักสโมสร ที่ทำให้เค้าโด่งดังขึ้นมานับว่าเป็นที่น่าชื่นชม แต่ถ้าไม่ย้ายทีมในฤดูกาลนี้เชื่อได้ว่าน่าจะช้าเกินไปด้วยอายุอานามของ

เจมส์ วาร์ดี้ ที่มากขึ้นถึงแม้จะมีผลงานที่ดีต่อเนื่องก็ตาม ส่วนอีกคนหนึ่งที่ยังต้องให้เวลาเค้า

และยังคงน่าติดตามอยู่ก็คือ Harry Kane กองหน้าชาวอังกฤษ ของสโมสรท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ดาวซัลโว ของฤดูกาลที่แล้วนั่นเอง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หลังจากที่ไม่ได้ใช้แผนนี้มานาน ล่าสุดโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับต้องนำ แผนรถบัสกลับมาอีกครั้ง ในนัดที่ทีม “ปีศาจแดง”

บุกไปคว้าชัยเหนือเซาต์แธมตันได้ถึงเซนต์ แมรี่ 1-0 โดยกุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” แทบจะทิ้งตำราฉบับนี้ไปแล้ว หลังจากที่เขาก้าวเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อปีที่แล้ว

เพราะเขารู้ว่าแฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ชอบให้ทีมเล่นเกมรับมากนัก ซึ่งแผนการที่เรียกว่ารถบัสนี้ เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองด้วยซ้ำ สมัยที่คุมทีมเชลซี

และอินเตอร์ มิลาน โดยแผนการนี้จะเป็นการเอากองหลังมายืนในกรอบเขตโทษให้แน่น และดันแผนกองกลางลงต่ำมาคุมพื้นที่หน้าปากประตู

เปรียบเสมือนการนำรถบัสมาจอดหน้าปากประตูของตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งทำประตูได้ง่ายๆ โดยแผนนี้มูรินโญ่เคยทำได้ผลอย่างสุดยอดมาแล้วในช่วงที่คุมอินเตอร์ มิลาน

โดยรอบในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ที่ทีม “งูใหญ่” ต้องบุกไปเยือนคัมป์ นูของบาร์เซโลน่า แถมติอาโก้ ม็อตต้า กองกลางของทีมเยือนมาโดนใบแดงไล่ออกในช่วงกลางครึ่งแรก

แต่มูรินโญ่ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยแผนรถบัสนี่แหละ และบั้นปลายสามารถพา อินเตอร์ มิลาน เป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ในฤดูกาลนั้นด้วย

แผนรถบัสกลับมาอีกครั้ง

แผนรถบัสกลับมาอีกครั้ง

ในนัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเอาชนะเซาต์แธมตันได้ 1-0 นั้น เป็นชัยชนะที่ยากที่สุดตั้งแต่เริ่มฤดูกาลนี้มา ถึงแม้จะได้ประตูนำไปก่อนอย่างรวดเร็วจาก โรเมลู ลูกากู

แต่เนื่องจากแดนกลางที่ไม่มีปอล ป็อกบา ทำให้ทีมตกเป็นรองเจ้าถิ่นเรื่อยๆ จนแทบจะถูกพับสนามบุกในช่วงครึ่งหลัง โดย มูรินโญ่ เริ่มเปลี่ยนตัวรุกออกไปทีละคน

โดยการเปลี่ยนเอาอันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางตัวตัดเกมลงสนามแทนฆวน มาต้า ที่ตัวเล็ก ไม่เหมาะกับเกมหนักๆ แบบนี้ ช่วง 20 นาทีสุดท้าย เมื่อเห็นว่าแดนกลางของทีมยังตกเป็นรองอยู่

จึงทำการแก้เกมอีกครั้ง แต่คราวนี้ทำการเปลี่ยนเฮนริค มคิทาร์ยาน เพลย์เมคเกอร์ของทีมออก และเอาคริส สมอลลิ่ง ปราการหลังตัวกลางลงสนามไปช่วยอุดประตูอีกคน

ทำให้ทีมปรับระบบมาเล่นเป็น 5-3-2 ทันที โดยทิ้งลูกากู กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไว้ในแดนหน้า นอกนั้นจะเป็นตัวเกมรับทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียวกับแผนการนี้

เพราะเซาต์แธมตันแทบไม่มีโอกาสทำประตูแบบโจ่งแจ้งในช่วงเวลาที่เหลือ ทำให้ทีม “ปีศาจแดง” เก็บชัยชนะนัดสำคัญได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเป็นชัยชนะที่ไม่สวยงามก็ตาม…