ข่าวสปอร์ติ้ง ฉะ บารซ่า

วันนี้บอลยูฟ่ามันกันอีกแล้วเมื่อ สปอร์ติ้ง ฉะ บารซ่า ทีมชั้นนำจากโปรตุเกส เตรียมความพร้อมเปิดรังเหย้า

เพื่อที่จะต้อนรับความเกรี้ยวกราดของ ทีมต่างดาว บาร์เซโลน่า จากลาลีกา สเปน

พวกเขาทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากันอยู่ที่ 3 คะแนนแต่ บาร์เซโลน่า นำเป็นที่ 1 จากประตูได้เสียพวกเขามีถึง 3 ลูก

ฝั่งสปอร์ติ้ง ลิสบอน มีเพียงแค่ 1 ลูกถึงจะมี 3 คะแนนเท่ากันแต่ก็อยู่อันดับที่ 2  ใน เกมนัดที่ 2 ตั้งแต่เมื่อวาน

มักจะเป็นการเจอกันของอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่มโดยในวันนี้กลุ่มดีก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อ บาร์เซโลน่า

กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาเจอกันจะเป็นการตัดสินว่าใครจะอยู่อันดับที่ 1 แบบไม่ต้องมีคะแนนเท่ากัน

การพบเจอกันของทั้งสองทีม ต้องย้อนไปในปี 2008 และเป็นทางฝั่งของ บาร์เซโลน่า ที่เอาชนะไปได้ทั้งสองเกม

โดยไม่ยุ่งนั้นน่าจะเป็นช่วงท็อปฟอร์มของ ลีโอเนล เมสซี ทำให้เกมแรกชนะไป 3 ประตูต่อ 1 ที่สนามคัมป์นู

และเกมที่ 2 บุกมาถล่มบ้านของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ไป 2 ประตูต่อ 5 ทำให้ได้ 6 คะแนนจากการเจอกันทั้ง 2 ครั้ง

ไอ้เกมนี้เป็นการเจอกันครั้งแรกในรอบแบ่งกลุ่มทางฝั่งของ บาร์เซโลน่า มีอาวุธที่ครบมือและดูรุนแรงกว่าทางฝั่งของเจ้าบ้าน

แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ากุนซือของทีม สปอร์ติ้ง เตรียมเกมรับมาเป็นอย่างดีและประกบตัวผู้เล่นสำคัญอย่างเร็วในเมสซี่ได้ก็จะทำให้เกมที่ขับเคลื่อนตรงกลางนั้นไปไม่ถึงลุยส์ซัวเรซ

สปอร์ติ้ง ฉะ บารซ่า ต่างดาวเตรียมถลุง

สปอร์ติ้ง ฉะ บารซ่า

ปัจจัยสำคัญของเกมนี้คือตัวจบสกอร์สองคนนั่นก็คือ หลุยส์ ซัวเรซ ที่เขามักจะหาตำแหน่งและพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งการจบสกอร์ได้ทุกท่วงท่าไม่ว่าจะมาซ้ายหรือขวา เขาก็มักจะทำประตูได้เสมอแต่ปัจจัยสำคัญของเกมนี้คือ ลีโอเนล เมสซี่

ป็นตัวที่จะกลับขึ้นเกมรุกตรงกลางสนามการต่อบอล 1 2 และหลุดทะลุไปถึงกรอบเขตโทษตอนที่จบสกอร์นี้คือจุดเด่นของเค้า

และยากที่จะหาผู้เล่นมาสกัดได้แต่ถ้าเกิดว่าเกมรับของเจ้าบ้านมีความขยันประกบติดเมสซี่ ให้เขาได้รับบอลน้อยลง

ก็จะเป็นภาระของเพื่อนร่วมทีมทำให้มีโอกาสและช่องทางในการเจาะเกมรับได้น้อยลง

โดยนักเตะหน้าใหม่อย่าง อุสมาน เดมเบเล่ ที่บาเซโลน่า พึ่งซื้อเข้ามาก็มีการบาดเจ็บ

ทำให้ไม่สามารถลงเล่นในเกมนี้อาจจะใช้ทั้งด้านของ deulofeu ลงเป็นตัวจริงในเกมนี้

ส่วนแดนกลางก็ยังคงเป็น บุสเกต กับ andres iniesta  ทีมเยือนจะต้องระวังเกมรุกของเจ้าบ้าน

เพราะว่ามีทั้งด้านบาสดอสตัวจบสกอร์ที่อันตราย ถ้ามองจากตัวผู้เล่นทั้งสองทีมอาจจะดูต่างกัน

แต่ถ้าระบบทีมนั้นผมเชื่อว่าในเกมนี้ไม่มีใครเหนือกว่าใครแน่นอน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

หลังจากที่ไม่ได้ใช้แผนนี้มานาน ล่าสุดโชเซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือชาวโปรตุกีสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับต้องนำ แผนรถบัสกลับมาอีกครั้ง ในนัดที่ทีม “ปีศาจแดง”

บุกไปคว้าชัยเหนือเซาต์แธมตันได้ถึงเซนต์ แมรี่ 1-0 โดยกุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” แทบจะทิ้งตำราฉบับนี้ไปแล้ว หลังจากที่เขาก้าวเข้ามาคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อปีที่แล้ว

เพราะเขารู้ว่าแฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ชอบให้ทีมเล่นเกมรับมากนัก ซึ่งแผนการที่เรียกว่ารถบัสนี้ เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองด้วยซ้ำ สมัยที่คุมทีมเชลซี

และอินเตอร์ มิลาน โดยแผนการนี้จะเป็นการเอากองหลังมายืนในกรอบเขตโทษให้แน่น และดันแผนกองกลางลงต่ำมาคุมพื้นที่หน้าปากประตู

เปรียบเสมือนการนำรถบัสมาจอดหน้าปากประตูของตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งทำประตูได้ง่ายๆ โดยแผนนี้มูรินโญ่เคยทำได้ผลอย่างสุดยอดมาแล้วในช่วงที่คุมอินเตอร์ มิลาน

โดยรอบในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 ที่ทีม “งูใหญ่” ต้องบุกไปเยือนคัมป์ นูของบาร์เซโลน่า แถมติอาโก้ ม็อตต้า กองกลางของทีมเยือนมาโดนใบแดงไล่ออกในช่วงกลางครึ่งแรก

แต่มูรินโญ่ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยแผนรถบัสนี่แหละ และบั้นปลายสามารถพา อินเตอร์ มิลาน เป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ในฤดูกาลนั้นด้วย

แผนรถบัสกลับมาอีกครั้ง

แผนรถบัสกลับมาอีกครั้ง

ในนัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเอาชนะเซาต์แธมตันได้ 1-0 นั้น เป็นชัยชนะที่ยากที่สุดตั้งแต่เริ่มฤดูกาลนี้มา ถึงแม้จะได้ประตูนำไปก่อนอย่างรวดเร็วจาก โรเมลู ลูกากู

แต่เนื่องจากแดนกลางที่ไม่มีปอล ป็อกบา ทำให้ทีมตกเป็นรองเจ้าถิ่นเรื่อยๆ จนแทบจะถูกพับสนามบุกในช่วงครึ่งหลัง โดย มูรินโญ่ เริ่มเปลี่ยนตัวรุกออกไปทีละคน

โดยการเปลี่ยนเอาอันเดร์ เอร์เรร่า กองกลางตัวตัดเกมลงสนามแทนฆวน มาต้า ที่ตัวเล็ก ไม่เหมาะกับเกมหนักๆ แบบนี้ ช่วง 20 นาทีสุดท้าย เมื่อเห็นว่าแดนกลางของทีมยังตกเป็นรองอยู่

จึงทำการแก้เกมอีกครั้ง แต่คราวนี้ทำการเปลี่ยนเฮนริค มคิทาร์ยาน เพลย์เมคเกอร์ของทีมออก และเอาคริส สมอลลิ่ง ปราการหลังตัวกลางลงสนามไปช่วยอุดประตูอีกคน

ทำให้ทีมปรับระบบมาเล่นเป็น 5-3-2 ทันที โดยทิ้งลูกากู กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไว้ในแดนหน้า นอกนั้นจะเป็นตัวเกมรับทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จทีเดียวกับแผนการนี้

เพราะเซาต์แธมตันแทบไม่มีโอกาสทำประตูแบบโจ่งแจ้งในช่วงเวลาที่เหลือ ทำให้ทีม “ปีศาจแดง” เก็บชัยชนะนัดสำคัญได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเป็นชัยชนะที่ไม่สวยงามก็ตาม…